รักษาโรคไต

ไต

โรคไตเรื้อรัง ไม่อยากฟอกไต เสียเงินปีละหลายแสนบาท สมุนไพรธนทรช่วยรักษาโรคไต ไม่ต้องฟอก

วันนี้แอดมินมีเรื่องที่หลายๆคนกำลังปวดหัวกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับคนที่ต้อง “ฟอกไต
มาฝากกันนะคะ เพราะว่าสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตที่ถึงขั้นคุณหมอให้ฟอกไตแล้ว คุณรู้ไว้เลยว่า คุณต้อง ฟอกไตไปตลอดชีวิต และแน่นอนสิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่ต้องบอกเลยว่าถ้าไม่มีเงินก็แย่เอาเหมือนกันนะคะ

เพราะฉะนั้นหากคุณกำลังสงสัยว่า “คุณกำลังจะเป็นโรคไตอยู่รึเปล่า”

โปรดสังเกตุ อาการโรคไตของตัวเองดังนี้

1. คนที่เป็นโรคไตจะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาหรือใบหน้าตอนเช้า เท้าบวมทั้งสองข้าง เมื่อกดที่หน้าแข้งทั้งสองข้างจะบุ๋มลงไป ถ้าโรคไตมีอาการหนักมาก จะบวมทั้งตัว แต่อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจไม่ได้เกิดจากโรคไตแต่อาจจะเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคตับ โรคหัวใจ และอื่นๆก็เป็นได้

2. ผู้ที่เป็นโรคไตจะปัสสาวะเป็นเลือด ปกติคนที่ไม่เป็นโรคไต น้ำปัสสาวะจะไม่มีเม็ดเลือดออกมาก หรือถ้ามีก็น้อยมากต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ขยายปานกลางจึงจะเป็นและพบในปริมาณที่น้อยมากๆ

3.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีอาการปัสสาวะขุ่น อาการปัสสาวะขุ่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีเม็ดเลือดขาวจำนวนมากซึ่งแสดงถึงภาวะการอักเสบ มีเชื้อแบคทีเรียแสดงถึงภาวการณ์ติดเชื้อเกิดขึ้น เกิดตะกอนนิ่วในผู้ป่วยโรคนิ่ว หรือเกิดจากพวกผลึกคริสตัลต่างๆ หากต้องการทราบว่าเป็นอาการของไตอักเสบเรื้อรังหรือไม่ต้องตรวจสอบปัสสาวะด้วยกล้องจุลทรรศน์

4.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีปัสสาวะเป็นฟองมาก ปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวบ้าง แต่ถ้าในปัสสาวะมีไข่ขาว หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะเป็นฟองขาวๆได้มากเหมือนฟองสบู่

5.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน หากในช่วงเวลาหลับต้องตื่นมาปัสสาวะมากกว่า 1 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด กังวล นอนไม่หลับ หรือเป็นโรคเบาหวาน ส่วนน้อยมีสาเหตุมาจากโรคไต เช่น ไตวายเรื้อรัง

6.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีอาการปวดหลัง โดยปวดบริเวณเอวข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง อาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวเหน่า ในกรณีที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือกรวยไตอักเสบอาจมีไข้ หนาวสั่นร่วมด้วย แต่อาการปวดหลังส่วนใหญ่มาจากโรคทางกระดูกสันหลัง หรือกล้ามเนื้อบริเวณหลังอักเสบ

7.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีความดันโลหิตสูง โรคไตเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูงที่พบบ่อยในกลุ่มที่ทำให้ความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุมาจากโรคอื่น เมื่อพบว่ามีความดันโลหิตสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุมาจากปัจจัยใด เพราะโรคไตเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ความดันโลหิตสูง

8.ผู้ที่เป็นโรคไตจะตัวซีดและอ่อนเพลีย เมื่อเกิดโรคไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถสร้างสารชนิดหนึ่งเพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง จึงทำให้ผู้ป่วยโรคไตตัวซีดหรือโลหิตจางมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ

9.ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังขั้นรุนแรงแล้ว

10.ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง เอว กระดูกและข้อ โดยจะมีลักษณะการปวดคือ รู้สึกปวดที่บั้นเอวหรือบริเวณชายโครงด้านหลังและมักปวดร้าวไปถึงท้องน้อย ขาอ่อน หัวเหน่าและที่อวัยวะเพศ

11.ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการคันตามผิวหนัง เพราะว่าไตที่แข็งแรงจะช่วยขจัดของเสียและของเหลวส่วนเกินออกจากกระแสเลือด และช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและรักษาสมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย ถ้าผิวของคุณมักจะแห้งคัน อาจเป็นเพราะไตไม่สามารถรักษาความสมดุลของแร่ธาตุได้ อาจส่งผลร้ายแรงนำไปสู่โรคกระดูกและโรคไตได้

อาการของโรคไต
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**
ลดอาการเท้าบวม
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**

ไตวาย (Kidney Failure หรือ Renal Failure) คือภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด จนไม่สามารถขับของเสียออกมาจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้ระดับน้ำ เกลือแร่ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความไม่สมดุล หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความผิดปกติ และเป็นอันตรายแก่ชีวิต

อาการของโรคไตวาย
ไตวายเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลันหรือค่อย ๆ แสดงอาการ ขึ้นอยู่กับประเภทของไตวาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Failure หรือ Acute Renal Failure) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด โดยเริ่มจากปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย มีอาการบวมที่ขาและเท้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย หรือง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดหลังบริเวณชายโครง หายใจถี่ ทั้งนี้บางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจมีอาการชักหรือหมดสติเข้าสู่ภาวะโคม่าแบบเฉียบพลัน

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure หรือ Chronic Renal Failure) อาการของไตวายเรื้อรังจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว แต่จะค่อย ๆ สำแดงอาการออกมาเป็นระยะ ไตวายเรื้อรังจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระยะตามระดับของค่าประเมินการทำงานของไต (Estimated Glomerular Filtration Rate – eGFR) หรือค่าที่ประมาณว่าในแต่ละนาทีไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้เท่าไหร่ ซึ่งคนปกติทั่วไปจะมีค่าประเมินการทำงานของไตอยู่ที่ 90-100 มิลลิลิตรต่อนาที (ml/min) โดยระยะของไตวาย มีดังนี้

ระยะที่ 1 ในช่วงแรกของอาการไตวายเรื้อรังจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นชัดเจน แต่สามารถทราบได้ด้วยวิธีการตรวจทางพยาธิวิทยา เช่น ค่าประเมินการทำงานของไต (eGFR) ซึ่งในะระยะแรก ค่าประเมินการทำงานของไตจะอยู่คงที่ประมาณ 90 ml/min ขึ้นไป แต่อาจพบอาการไตอักเสบ หรือพบภาวะโปรตีนรั่วออกมาปะปนในเลือดหรือในปัสสาวะ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่การทำงานของไตเริ่มลดลง แต่ยังไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็นนอกจากการตรวจค่าการทำงานของไตเช่นเดียวกัน ซึ่งค่าการทำงานของไตจะเหลือเพียง 60-89 ml/min

ระยะที่ 3 ในระยะนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นอีก 2 ระยะย่อย คือ 3A และ 3B ตามค่าการทำงานของไต โดย 3A จะมีค่าการทำงานของไตอยู่ที่ 45-59 ml/min ส่วน 3B จะอยู่ที่ 30-44 ml/min ซึ่งในระยะที่ 3 ก็จะยังไม่มีอาการใด ๆ สำแดงให้เห็น นอกจากค่าการทำงานของไตที่ทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง

ระยะที่ 4 อาการต่าง ๆ จะสำแดงในระยะนี้ นอกจากค่าการทำงานของไตจะลดลงเหลือเพียง 15-29 ml/min แล้ว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวแห้งและคัน กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อยขึ้น มีอาการบวมน้ำที่ตามข้อ ขา และเท้า ใต้ตาคล้ำ ปวดปัสสาวะบ่อย แต่ปริมาณปัสสาวะน้อยลง โลหิตจาง หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตลอดเวลา

ระยะที่ 5 เป็นระยะสุดท้ายของภาวะไตวาย นอกจากอาการที่คล้ายกับระยะที่ 4 แล้ว อาจมีภาวะโลหิตจางที่รุนแรงขึ้น และอาจมีการตรวจพบการเสียสมดุลของแคลเซียม ฟอสเฟต หรือสารต่าง ๆ ที่อยู่ในเลือด นำมาสู่ภาวะกระดูกบางและเปราะหักง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้

สาเหตุของโรคไตวาย

ไตวายสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ส่งผลเสียต่อไตโดยตรงหรือส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ จนทำให้ไตเกิดการทำงานที่ผิดปกติตามไป โดยสาเหตุของไตวายทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังที่พบได้บ่อยมีดังนี้

การสูญเสียเลือดหรือน้ำในร่างกายมากเกินไป ส่งผลให้ไตเสื่อมประสิทธิภาพในการทำงานลงอย่างเฉียบพลัน
ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดที่ไหลเวียนเลือดไปที่ไตผิดปกติ หากมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้ไตเสื่อมได้ในที่สุด
โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดส่งผลโดยตรงกับไตทำให้ไตเสื่อม ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานส่วนมากจึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นไตวายเรื้อรัง
อาการแพ้อย่างรุนแรง จนทำให้ระบบการทำงานในร่างกายล้มเหลว ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว อาทิ หัวใจวาย หัวใจล้มเหลว ตับล้มเหลว ที่กระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายจนทำให้ไตได้รับเลือดไปไหลเวียนไม่เพียงพอ
การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด เมื่อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เชื้อโรคเหล่านี้จะถูกพาไปยังไต และทำให้ไตถูกทำลาย
ผลข้างเคียงจากการใช้ยา อาทิ ยาแอสไพริน (Aspirin) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือ ยานาพรอกเซน (Naproxen) หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป หรือซื้อใช้เองโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร อาจนำมาสู่ภาวะไตเสื่อม
ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโตในเพศชาย นิ่วในไต หรือโรคมะเร็งที่ส่งผลให้เกิดก้อนเนื้อไปขัดขวางระบบทางเดินปัสสาวะจนทำให้ไตขับปัสสาวะออกมาไม่ได้ และเกิดภาวะเสื่อมของไตในที่สุด
ได้รับสารพิษ เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะพยายามขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น สารพิษบางชนิดอาจทำลายไตจนทำให้ไตวายได้
นอกจากนี้โรคไตวายอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ เช่นโรคไข้เลือดออก หรือเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรงที่บริเวณไต ไม่เพียงเท่านั้น ความเสื่อมของไตตามอายุก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้เช่นกัน

วิธีการดูค่าไตจากค่า eGFR จะรู้ได้อย่างไรว่า “ไตเสื่อม”

GFR คือ อัตราการกรองของเลือดที่ผ่านไตออกมาเป็นน้ำปัสสาวะและใช้เป็นค่าวัดการทำงานของไต หรือที่เรียกว่า glomerular filtration rate
eGFR(estimated glomerular filtration rate) คือค่าที่ถูกประมาณจากการคำนวณตัวแปร ค่า serum marker ในเลือด เพศ และอายุของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ทำไมจึงต้องหาค่า eGFR?

เพราะว่าค่า creatinine ในเลือดเพียงอย่างเดียว ไม่ไวพอในการเฝ้าระวังโรคไตระยะเริ่มต้น และไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับค่าการทำงานของไต (GFR)  โดยค่า eGFR ใช้เป็นค่ามาตรฐานในการจำแนกระยะและกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วย และใช้คัดกรองผู้ป่วยที่สมควรได้รับการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ 

ระยะที่ 1 GFR > 90 ขึ้นไป = หน้าที่ของไตเป็นปกติ
ระยะที่ 2 GFR 60-90 = ไตเริ่มเสื่อม
ระยะที่ 3 GFR 30-60 = เป็นโรคไตระดับปานกลาง
ระยะที่ 4 GFR 15-30 = เป็นโรคไตขั้นรุนแรง
ระยะที่ 5 GFR<15 strong=””>

ระยะโรคไต

ภาพตัวอย่างการรายงานผลค่า eGFR

รีวิวค่าไตดีขึ้นจร้า
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**
ค่าไตระยะที่5 ดีขึ้น
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**
ก่อนทายากับหลังทานยา
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**

วิธีการรักษาโรคไตวาย

เนื่องจากภาวะไตวายเป็นอาการที่มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งไตวายแต่ละชนิดก็มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน การรักษาไตวายที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 วิธีได้แก่

การฟอกไต (Dialysis)

เมื่อการทำงานของไตลดลงจนไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากเลือดได้ แพทย์จะใช้การฟอกไตเพื่อกำจัดของเสียที่อยู่ภายในเลือดแทน ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟอกไตจะจำลองการทำงานของไต โดยการฟอกไตจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) วิธีนี้จะทำโดยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าไตเทียม ซึ่งในขั้นแรกแพทย์จะทำการผ่าตัดสร้างเส้นเลือดเชื่อมต่อระหว่างเครื่องกับหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงเพื่อให้เลือดหมุนเวียนเข้าไปในเครื่องและถูกฟอกให้สะอาดก่อนที่จะถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยจะต้องได้รับการฟอกไตประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-4 ชั่วโมง และจะต้องมาเข้ารับบริการฟ้องไตที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีบริการฟอกไต
การฟอกไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) เป็นการฟอกไตโดยใช้เนื้อเยื่อที่บริเวณช่องท้องในการกรองของเสียออกจากเลือดแทนไตร่วมกับน้ำยาฟอกไต ซึ่งวิธีนี้จะสะดวกและสามารถทำได้เองที่บ้าน อีกทั้งในขณะที่ฟอกไตก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การฟอกไตด้วยวิธีนี้ต้องทำวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 4-6 ชั่วโมง โดยก่อนที่มีการฟอกไตด้วยวิธีนี้ แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดเล็กเพื่อใส่ท่อเข้าไปที่บริเวณช่องท้อง จากนั้นเมื่อมีการฟอกไต ผู้ป่วยจะต้องต่อท่อเข้าไปเครื่องฟอกไต และเติมน้ำยาฟอกไตเข้าไป จากนั้นระบบไหลเวียนของเลือดจะทำให้ของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาอยู่ในถุงที่อยู่บริเวณหน้าท้อง

การเลือกใช้วิธีการฟอกไต จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เนื่องจากการฟอกไตจะมีผลข้างเคียงหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตต่ำ เวียนศีรษะ อาเจียน หน้ามืด ไม่เพียงเท่านั้น วิธีการฟอกไตบางอย่างอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยอีกด้วย จึงต้องให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและตัดสินใจว่าวิธีการฟอกไตแบบไหนเหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด ซึ่งถ้าหากฟอกไตได้ผล ระดับของเสียในร่างกายที่สะสมอยู่จะเริ่มลดลงอยู่ในภาวะที่เป็นปกติ

“การฟอกไต” คืออะไร

การฟอกไต คือ กระบวนการนำเลือดออกจากร่างกายของผู้ป่วยมาทำให้สะอาดขึ้นโดยการใช้เครื่องไตเทียม เพื่อกำจัดของเสีย ปรับระดับเกลือแร่ในเลือด และปรับสมดุลของน้ำในร่างกายให้เป็นปกติในผู้ป่วยโรคไตวายทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง

การฟอกไต คือ เมื่อไตมีการทำงานล้มเหลว หรือเป็นโรคไตเรื้อรัง โรคไตระยะสุดท้ายที่ไตมีการกรองของเสียได้น้อย จึงจำเป็นจะต้องมีการฟอกไตโดยเครื่องฟอกไต ที่จะช่วยกรองของเสียที่เป็นอันตราย เกลือ และน้ำส่วนเกินออกจากเลือก และนำเลือดที่ปกติหรือเลือดที่ผ่านการกรองแล้ว กลับเข้าไปในร่างกาย

นอกจากนี้ การฟอกไตยังช่วยในการรักษาระดับที่ปลอดภัยของสารเคมีบางอย่างในเลือก เช่น โพแทสเซียม โซเดียม และไบคาร์บอเนต ที่ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต

แต่ในโรคไตบางชนิด เช่น ไตวายเฉียบพลัน หลังได้รับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น การฟอกไตจึงอาจมีความจำเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ จนกว่าไตจะมีการทำงานที่ดีขึ้น แต่สำหรับโรคไตวายเรื้อรังนั้น หากยังไม่มีการเปลี่ยนไตใหม่ จะต้องทำการฟอกไตไปตลอดชีวิต

ใครควรได้รับการฟอกเลือด

1. ผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเฉียบพลัน ซึ่งอาจต้องการฟอกเลือดเพียงไม่กี่ครั้ง เมื่อไตฟื้นตัวขึ้นจนทำหน้าที่ได้พอสมควร แล้วก็ไม่จำเป็นต้องฟอกเลือด

2.ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ปัจจุบันผู้ป่วยเหล่านี้ เป็นกลุ่มใหญ่ที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งต้องได้รับการฟอกเลือดตลอดชีวิต หรือจนกว่าได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่

3.ผู้ป่วยหัวใจวายบางราย ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยยาได้ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจะช่วยในการดึงน้ำและเกลือส่วนที่เกินออกจากเลือด ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

หลังฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อาการคั่งของเกลือ และน้ำในร่างกายจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะเลือดเป็นกรดจะดีขึ้น ส่งผลให้อาการบวม หอบ เหนื่อย ชัก กระตุก รวมไปถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียนหายไป ทำให้ผู้ป่วยโรคไตสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

การรักษาภาวะไตวาย

ถ้าโรคไตเรื้อรังอาการแย่ลงจนเกิดภาวะไตวาย มีแนวทางการรักษา 2 ทางคือ การฟอกเลือดกับการปลูกถ่ายไต การรักษานี้จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

การฟอกเลือด

การฟอกเลือดเป็นการนำเอาของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดของผู้ป่วย การฟอกเลือดมี 2 ประเภท คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) และการฟอกไตทางช่องท้องแบบถาวร (continuous ambulatory peritoneal dialysis: CAPD)

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) เป็นการนำของเสียและน้ำออกจากเลือด โดยเลือดจะออกจากตัวผู้ป่วยทางเส้นเลือดดำ แล้วผ่านตัวกรองซึ่งในตัวกรองจะมีเนื้อเยื่อที่จะช่วยกรองของเสียและน้ำออกจากเลือด เมื่อเลือดผ่านตัวกรองแล้วจะกลายเป็นเลือดดี เครื่องจะนำเลือดนั้นกลับสู่ร่างกาย ในการฟอกเลือดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. หรือมากกว่า และต้องทำการฟอกเลือดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกใช้บริการของสถานพยาบาลไหน แต่แอดมินก็ไปรวบรวมค่าใช้จ่ายโดยคร่าวมาให้นะคะ

ค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 1,500 – 3,500 บาท/ครั้ง
ฟอก 2 – 3 ครั้ง / สัปดาห์
เดือนละ 8 – 12 ครั้ง / เดือน
รวมเป็นเงินเดือนละประมาณ 400,000 บาท / ปี

ก่อนการฟอกเลือดต้องมีการทำการตัดต่อเส้นเลือดเพื่อใช้ในการฟอกเลือด ซึ่งมี 3 วิธีคือ
การนำเส้นเลือดดำต่อกับเส้นเลือดแดงบริเวณแขนหรือเรียกว่าการทำ AV fistula เพื่อให้เส้นเลือดดำใหญ่ขึ้น และมีแรงดันพอที่จะทำให้เลือดไหลเข้าสู่เครื่องไตเทียมได้

การต่อเส้นเลือดดำกับเส้นเลือดแดงของผู้ป่วยโดยการใช้เส้นเลือดเทียมหรือ AV graft การใส่สายเข้าไปในเส้นเลือดดำขนาดใหญ่เพื่อใว้สำหรับต่อกับเครื่องไตเทียม วิธีการนี้เป็นการทำแบบชั่วคราว

ฟอกไตฟอกเลือด
ค่าไตดีขึ้น
**ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล**

การฟอกไตทางช่องท้องแบบถาวร

การฟอกไตทางช่องท้องแบบถาวร คือ การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาเพื่อกรองของเสียในร่างกายออกโดยการใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องผ่านทางท่อ ซึ่งท่อนี้ต้องทำการฝังเข้าไปในช่องท้อง วิธีนี้สามารถทำที่บ้านหรือที่ทำงานได้และต้องทำทุกวัน มีการเปลี่ยนน้ำยา 4–5 ครั้ง/วัน ผู้ป่วยสามารถเลือกเวลาทำเองได้ โดยผู้ป่วยหรือผู้ช่วยเหลือต้องเรียนรู้วิธีการทำด้วย แต่วิธีนี้จะต้องทำด้วยความระมัดระวังและต้องสะอาดให้มากที่สุด เพราะว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

ค่ายากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงประมาณ 10,000 บาท / เดือน
รวม 120,000 บาท / ปี
ค่าใช้จ่ายรวมทีละประมาณ 5 – 6 แสนบาท / คน / ปี

สิ่งที่ดีที่สุด มาร่วมกันชะลอไตเสื่อมด้วยการควบคุมเบาหวานและความดันให้ดีค่ะ

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการล้างไตทางหน้าท้องเป็นเสมือนเครื่องสูบน้ำเสียออกจากเรือเท่านั้นไม่ให้น้ำท่วมเรือ แต่ไม่ได้ปิดรูรั่วของเรือ ส่วนการปลูกถ่ายไตเปรียบเสมือนการเปลี่ยนท้องเรือ เป็นการอุดรูรั่วแบบถาวร